ดวงจิตที่ผนึกในดาบคือวิญญาณของนักดาบผู้เสียสละอย่างกล้าหาญ แต่ดาบของเธอกลับต่างออกไป มันซ่อนความพิเศษบางอย่างที่นำพาโชคชะตาหวนคืนสู่เธออีกครั้ง...ขอบคุณที่ให้ฉันได้เคียงข้างเธอนะ คู่หู
แฟนตาซี,แอคชั่น,รัก,ชาย-หญิง,วัยว้าวุ่น,ซอฟท์ไซไฟ,พล็อตสร้างกระแส,7Samurai ,ไม่ฮาเร็ม,ตัวเอกหญิง ,ดาบพูดได้,ญี่ปุ่น,แอคชั่น,รักวัยรุ่น,แฟนตาซี,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
ดวงจิตที่ผนึกในดาบคือวิญญาณของนักดาบผู้เสียสละอย่างกล้าหาญ แต่ดาบของเธอกลับต่างออกไป มันซ่อนความพิเศษบางอย่างที่นำพาโชคชะตาหวนคืนสู่เธออีกครั้ง...ขอบคุณที่ให้ฉันได้เคียงข้างเธอนะ คู่หู
ผู้แต่ง
psrpowder
เรื่องย่อ
นิยายเรื่องนี้จะอัพ ทุกวัน ศุกร์และเสาร์ เวลา 19.00 น. - 19.30 น.
และอาทิตย์ เวลา 18.30 น.
จะพยายามลงให้ต่อเนื่องที่สุดเพื่อนักอ่านทุกท่านนะคะ :>
**เชิญชวนมาติดตามกันได้ที่ Tiktok และ Bluesky จะอัพเดตเรื่อย ๆ ค่ะ**
ปุกาศ ๆ บัดนี้เรามี E-book แล้วนะจ๊ะ!
ตอนนี้เล่ม 3 กำลังจัดโปรลด50% อยู่น้าา ตั้งแต่ 21 ม.ค. - 4 ก.พ. 68!!!!
ใครสนใจไปส่องกันได้เลยน้าา <3
*** ที่ : mebmarket ครับโผม! ***
เนื่องจากเป็นนิยายเรื่องแรกที่เขียนจริงจังของนักเขียนฝึกหัด (เพื่อต่อยอดความฝันอยากทำอาชีพนักเขียนค่ะ) ขอฝากนักอ่านใจดีทุกท่านติชม แนะนำให้ไรท์ฝึกหัดคนนี้ได้นำไปปรับใช้ในเรื่องต่อไปด้วยนะคะ จะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็น้อมรับและปรับแก้ค่ะ
หรือถ้าไม่ชอบคอมเมนท์ก็กดใจให้กันได้นะคะ กำลังใจชั้นยอดของเราเลย
กราบขอบพระคุณล่วงหน้านะคะ^^
================ เกริ่นแนวเรื่องกันซะหน่อย =================
เรื่อง 7Samurai (ถ้าสงสัยว่าทำไมชื่อนี้ คงบอกได้แค่ว่าเป็นความเบียวของไรท์เองแหละค่ะ ฮ่า)
เป็นแนวแฟนตาซี ฟิลชีวิตประจำวันในประเทศญี่ปุ่นยุคอนาคตปี3000 แต่เพราะกฎการแบนอาวุธปืนเลยทำให้มีสไตล์การต่อสู้แบบโบราณผสมด้วย ฟิลใช้ดาบฟันกันชิ้งๆ ยิงธนูปิ้ว ๆ หรือแม้แต่วิชานินจาก็ยกมาหมดแผง(เท่าที่ไรท์คิดออกอ่ะนะ55)
ผสมความรักแบบวัยใสน่ารักของพระนางแบบมองตาปุ๊ปก็ปิ้งกันปั๊บ! ปมดรามาความสัมพันธ์พวกเขามีประปรายให้ได้หมั่นไส้กัน ได้ลิ้มรสความหวานกันเต็มกระบุงแน่นอนค่ะ :)
แล้วก็แถมปมเรื่องชวนซึ้งใจมาด้วยนะ (คนอ่านซึ้งมั้ยไม่รู้แต่ไรท์น้ำตาหยดหลายรอบเลยค่ะ ;-;)
***คำเตือนเล็กน้อย…เรื่องนี้เป็นเรื่องยาวและนักเขียนมีแพลนเขียนแบ่งเป็น2ซีซั่น
ปัจจุบันซีซั่น1ใกล้จะจบแล้วค่ะ สามารถอ่านกันได้จุใจแน่นวลล***
.
.
ใด ๆ มันอาจจะไม่ตามกระแส ไม่ตามตลาด แต่เราอยากลงเรื่องที่ตั้งใจสร้างให้ทุกคนได้อ่านจริง ๆ
เรื่องอาจไม่ได้หวือหวาหรือน่าตื่นเต้น แต่อยากให้จับตา จับมือ จับหูดูการเติบโตของน้อง ๆ ไปด้วยกันน้าา
(สั้น ๆ คือ ฝากกดติดตามกันด้วยนะทุกคลล ฮืออ T T )
====== เรื่องย่อกันบ้างดีกว่า ======
***นิยายเรื่องนี้มีฉากต่อสู้และฉากความรุนแรงอื่น ๆ แทรกในบางตอน***
แต่จะมีการแจ้ง Trigger warning ก่อนเริ่มอ่านทุกครั้ง
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
==============================================
ชิสึจิ นาโอริ ตัดสินใจทำตามความฝันวัยเด็ก เธอเลือกสอบเข้าที่โรงเรียนเฉพาะทางสำหรับนักดาบ และได้พบกับคู่หูซึ่งเป็นดาบไม้เล่มหนึ่งที่ต้องตาเธอตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็น เลยมอบชื่อให้ว่า จูลิโอ้ ทั้งสองต้องเริ่มชีวิตใหม่ในรั้วโรงเรียนไปด้วยกัน กระทั่งได้เจอเพื่อนร่วมห้องอย่าง โมโมเสะ ฮินาวะ เด็กหนุ่มรูปหล่อผู้มากความสามารถและเก่งกาจจนนาโอริอยากให้เขาช่วยสอนวิชาดาบให้ แต่เขากลับยื่นคำท้าต่อเธอให้เอาชนะเขาให้ได้ในงานประลองดาบ เด็กสาวจึงพยายามสุดความสามารถเพื่อชนะเขา
เพราะการแข่งนั้นพวกนาโอริจึงถูกทาบทามให้เข้าร่วมสภานักเรียนหรือสภาเจ็ดซามูไรและได้ออกไปทำภารกิจเสี่ยงตายจนพบกับองค์ชายรัชทายาทอายุไล่เลี่ยกันที่ถูกกลุ่มทหารรับจ้างนิรนามหมายจะชิงตัวไป นาโอริเลยต้องทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเขาให้ได้ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตของตัวเอง โดยไม่ทันรู้สึกตัวว่าวินาทีแรกที่สบตาเขาหัวใจก็ไม่อาจลบภาพรอยยิ้มสุดท้ายให้จางหายได้
ทางเลือกใหม่ที่เธอเลือกจึงลงเอยที่ตำแหน่ง 'องครักษ์' ของเด็กหนุ่มสูงศักดิ์ผู้นี้เพื่อให้ได้ปกป้องเขาได้ทุกวินาทีที่หายใจ….
===== สปอยหน้าตาพระนางสักเล็กน้อย =====
ชิสึจิ นาโอริ (น้อนนาโอะ) อายุ 16 ปี
เด็กสาวม.ปลายผู้ฝันอยากเป็นนักดาบเพราะเชื่อว่าความชอบนี้มาจากพ่อที่ไม่เคยเห็นหน้าตามาก่อน เลยคิดว่าถ้าได้เดินทางเดียวกันก็จะได้เจอครอบครัวฝั่งพ่อของตัวเองก็เป็นได้ แต่ใครจะรู้…ว่าปัจจุบันเธอจะได้ความฝันใหม่อันยิ่งใหญ่ที่มาพร้อมหน้าที่อันใหญ่ยิ่ง!!!
“ขอสาบานว่าจะอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับนาย…จนกว่าจะตายจากกันไปข้าง!”
ฮิบานะ โซอิจิโร่ (น้อนโซว์) อายุ 15 ปี
เด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่มีความลับมากมายซ่อนไว้หลังหน้ากากอันเยาว์วัยกับ…สีผม?? เพราะเรื่องราวในอดีตที่ทำร้ายเขามานับไม่ถ้วนจึงหล่อหลอมตัวตนของเขาให้เป็นคนจริงจัง สุขุมและเก่งในด้านการต่อสู้(ปกป้องชีวิตตัวเอง) แต่ยามได้อยู่ต่อหน้านาโอริ ทุกบุคลิกก็ดูจะละลายหายไปจนเหลือแค่เด็กขี้อ้อนคนหนึ่ง…กับจุดประสงค์บางอย่างในหัวใจ
“แกจะเป็นด้ายแดงแห่งโชคชะตาให้พวกเราอีกได้ไหม…เหมือนที่เธอพูดครั้งนั้น”
.
.
.
“ใครอยากเริ่มต้นความเบียวไปกับไรท์ กดอ่านตอนแรกกันเล้ย!!!”
よろしく、psrpowder
“โมโมเสะ!?”
นาโอริอ้าปากค้างพลันเผลอตะโกนชื่อคนตรงหน้าออกมา โดยลืมไปสนิทว่าพวกเธอกำลังอยู่ในสถานที่ที่ไม่ควรส่งเสียงดัง คนถูกเรียกชื่อพลันใช้นิ้วชี้ทาบริมฝีปากตนเองเพื่อเตือนอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว ก่อนจะโดนพนักงานในร้านเอ็ดเอา
“ชู่ว! จะให้เขารู้ชื่อฉันกันทั้งร้านเลยหรือไง” นาโอริที่รู้ตัวจึงรีบปิดปากตนเองก่อนจะได้ยินเสียงถอนหายใจจากเด็กหนุ่ม
“นายมาซื้อหนังสือเหรอ?”
“เห็นฉันมากินข้าว?”
“โว้ย ไม่อยากจะเถียงแล้ว ว่าแต่นายจะซื้อเล่มนั้นไหม? ถ้าไม่ฉันขอ” ดวงตาสีแดงเลือดหลุบมองหนังสือในมือก่อนจะยกยิ้มน้อย ๆ เห็นแล้วชวนดึงดูดแต่สำหรับนาโอริมันกลับไม่น่าไว้ใจชอบกล
“อืม...พอดีฉันก็ถูกใจเรื่องนี้อยู่เหมือนกันแล้วดูเหมือนจะเหลือเล่มเดียวด้วยสิ ทำยังไงดีนะ” สายตาขี้เล่นส่งไปยังนาโอริพลางพลิกหนังสือเล่มนั้นไปมาดูท่าเขาจะหวังคำตอบสักอย่างจากเด็กสาว แม้จะเห็นท่าทางกวนประสาทและไม่ว่าจะดูยังไงก็จงใจจะให้เธอขอร้องเขาแต่นาโอริกลับไม่อยากที่จะเดินตามเกมของฝั่งตรงข้ามแถมยังอยากแกล้งเขากลับอีกต่างหาก
“อ่าวเหรอ งั้นฉันคงต้องไปบอกแม่แล้วสิว่ามันหมด เสียดายจัง” สาวเจ้าเบะปากพร้อมกับย่นคิ้ว
“หา? นี่ไม่คิดจะขอร้องหรือทำอะไรบ้างเลยเหรอ?”
“ของมันหมดก็คือหมดนายเป็นคนหยิบก่อนมันก็เป็นของนาย อีกอย่างแค่ที่ถืออยู่ก็ไม่รู้จะอ่านหมดหรือเปล่าเลย” เด็กสาวกระชับหนังสือหลายเล่มในอ้อมแขนก่อนจะจ้องมองฮินาวะที่ไม่ได้แสดงสีหน้าใดออกมาแล้ว
“แต่ว่า...”
“นาโอะจังเจอหนังสือไหม?” บทสนทนาถูกขัดด้วยเสียงหวานของซากิที่เดินตามมาทีหลัง ใบหน้ายิ้มแย้มพลันจางหายเหลือแต่คิ้วเรียวที่เลิกสูงกับดวงตาเบิกกว้างยามเห็นร่างสูง
“เจอสิ แต่โดนหมอนี่ตัดหน้าไปก่อนน่ะ” เธอเอ่ยพลางบุ้ยปากไปทางคนด้านหลัง
“ก็ฉันบอกว่า...” เด็กหนุ่มอ้าปากจะเถียงทว่ากลับเป็นนาโอริที่ยกมือห้ามไว้เสียก่อน
“ก็บอกว่าไม่ไงจะให้พูดซ้ำกี่รอบ”
โครก
เสียงคำรามจากอะไรบางอย่างดังขัดการทะเลาะของทั้งสองอีกครา ทว่าคราวนี้กลับไม่ได้มาจากซากิแต่อย่างใดและดูเหมือนเจ้าตัวจะรู้ตัวดีจึงแสร้งทำเป็นกระแอมเล็กน้อยแก้เขิน
“ตายจริง นาโอะจังไม่ได้ทานอะไรมาเหรอจ๊ะ?”
“ไม่ใช่ว่ากินข้าวมาตั้งสองจานหรอกเหรอ?” ไม่พ้นจูลิโอ้ที่ตอบคำถามแทนคู่หูทำเอานาโอริอยากจะเอาเทปกาวปิดปากเสียให้ได้ ถ้าดาบมันมีปากน่ะนะ
“นี่มันกระเพาะขนมต่างหาก”
“งั้นเราไปคาเฟ่กันเลยดีไหม?” ซากิเอ่ยถาม เพื่อนสาวของเธอตอบตกลงแทบจะทันทีก่อนจะเหลือบตามองเด็กหนุ่มที่ยืนมองฉากน่าขันนี่มาพักใหญ่แล้ว
“นายก็ไปด้วยกันสิ”
“ไม่ล่ะ” ว่าแล้วร่างสูงจึงหันหลังเตรียมจะเดินจากไป ทว่ากลับรู้สึกถึงแรงกระชากที่คอเสื้อจากด้านหลังอย่างแรงจนเขาเกือบจะทรงตัวไม่อยู่ เส้นเลือดปูดปรากฏข้างขมับเล็กน้อยพลางหันไปมองค้อนใส่คนที่จับคอเสื้ออยู่ตอนนี้
“ปล่อยเดี๋ยวนี้”
“ถ้าปล่อยนายก็ไม่อยู่ฟังที่ฉันพูดน่ะสิ”
“ก็ตอบไปแล้วนี่จะต้องฟังอะไรอีก?”
“ไม่รู้เหรอว่าเวลาเพื่อนชวนไปไหนไม่ควรปฏิเสธน่ะ” นาโอริยิ้มกริ่มพลันโน้มตัวไปใกล้อีกฝ่ายซึ่งหันหลังให้เธออยู่เพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะเห็นรอยยิ้มสุดกวนประสาทของเธอ
“เราไปเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ?”
“รู้จักกันแล้วก็นับเป็นเพื่อนหมดนั่นแหละ” กล่าวจบนาโอริจึงไม่รีรอใช้สองมือผลักแผ่นหลังกว้างของฮินาวะให้ไปยังเคาน์เตอร์จ่ายเงินและจัดการซื้อหนังสือจนเสร็จเรียบร้อย ก่อนจะใช้วิธีเดิมลากร่างสูงออกมาจากร้านหนังสือพร้อมกับซากิที่กลั้นขำอยู่ข้างหลัง แม้จะเป็นเป้าสายตาอยู่บ้างแต่เด็กสาวจอมแก่นหาได้สนใจไม่และตั้งใจอยู่กับการลากเพื่อนหนุ่มของเธอไปยังคาเฟ่ที่ตกลงกับซากิไว้ ซึ่งห่างจากจุดที่พวกเธออยู่ไม่มาก
.
.
.
“ถึงแล้ว!” นาโอริผายมือไปยังร้านกระจกที่ตกแต่งด้วยต้นไม้นานาชนิดทั้งบนพื้นและห้อยบนเพดาน เมื่อเปิดประตูเข้าไปกลิ่นหอมของเมล็ดกาแฟคั่วโชยกระแทกประสาทรับกลิ่นอย่างจัง ช่างเข้ากันดีกับการตกแต่งภายในร้านด้วยเก้าอี้และโต๊ะไม้สีขาวนวลตัดกับสีเขียวขจีของต้นไม่ได้อย่างดี
“นาโอะจังปล่อยโมโมเสะคุงได้แล้วล่ะมั้ง” ดวงตาสีเงินวาวจ้องมองเพื่อนสาวที่ยังคงท่าดันแผ่นหลังของร่างสูง ทั้งที่สาวเจ้าเองก็ตาเป็นประกายกับสิ่งที่เห็นในร้านไม่น้อย
“นั่นสินะ มาถึงขนาดนี้คงหนีไม่ได้แล้วล่ะ” เด็กสาวหัวเราะคิกคักพลางจับมือของซากิพร้อมดึงแขนของฮินาวะไปยังที่นั่งริมกระจก แม้จะมีแสงแดดสาดส่องผ่านหน้าต่างบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับแยงตา หนำซ้ำยังให้ความอบอุ่นน้อย ๆ อีกด้วย สองสาวเพื่อนสนิทจัดการสั่งขนมหวานที่ตนโปรดปรานกันคนละอย่างสองอย่างตั้งใจจะมาแบ่งปันกันทาน และไม่วายคะยั้นคะยอเด็กหนุ่มเพียงหนึ่งเดียวให้สั่งกับเขาด้วย เจ้าตัวที่เหนื่อยจะเถียงจึงจำใจต้องสั่งอะไรมาสักอย่างเพื่อมาแบ่งกับสองสาวที่ดูจะเฮฮากันเอามาก ๆ ในตอนนี้
“สั่งอย่างเดียวเองเหรอนายน่ะ” นาโอริยักคิ้วกวนอารมณ์ให้อีกฝ่ายพลางใช้มือเกยคางเรียวเอาไว้ เธอหาได้กลัวใบหน้านิ่งบอกบุญไม่รับของเขาไม่
“เรื่องอะไรล่ะ ฉันไม่อยากจะฟุ่มเฟือยไปกับของกินหรอก”
“แต่กับหนังสือไม่เป็นไรใช่ปะ?”
“สำหรับฉันหนังสือมันมีคุณค่ามากกว่าของกิน ถ้าไม่ได้คิดเหมือนกันก็ไม่ต้องมาแซะ”
“โห...ฉันไม่ได้ตั้งใจเสียหน่อยไม่เห็นต้องจ้องเขม็งแบบนั้นเลย” เด็กสาวขมวดคิ้วจนแทบเป็นโบ ดวงตาสีซากุระสั่นไหวเลือกเบนสายตาหนีจากความน่ากลัวนั่น ฮินาวะที่เห็นท่าทีของอีกฝ่ายถึงกับผงะเล็กน้อยเพราะเผลอแสดงท่าทีต่อต้านเกินจำเป็น ก่อนจะกระแอมเพื่อลบบรรยากาศเมื่อครู่
“ข ขอโทษทีฉันไม่ได้ตั้งใจ”
“อื้อ งั้นหายกัน!” นาโอริกลับมายิ้มแย้มอีกคราพลันหันไปชวนซากิคุยเรื่องสัพเพเหระทันทีปล่อยให้คนที่เพิ่งจะขอโทษเธอจ้องมองด้วยสายตางงงวย
“หะ...” เด็กหนุ่มพลันหน้าเหวอกับอารมณ์ที่เปลี่ยนไวยิ่งกว่าแสงนั่น นัยน์ตาสีแดงเลือดสะท้อนภาพรอยยิ้มของคนตรงหน้า ก่อนจะหลับตาลงราวกับทบทวนสิ่งใดอยู่
“นี่ ชิสึจิ” คนถูกเรียกด้วยนามสกุลหันขวับมาทางต้นเสียงทันทีและเอียงคอฉงน
“เมื่อวันก่อน...ฉันขอโทษที่พูดแรงเกินไป” บรรยากาศรอบตัวทั้งสามดูเงียบขึ้นมาทันใด นาโอริและซากิได้แต่กะพริบตาปริบพลางมองหน้ากัน
“เรื่องประลองน่ะ ถ้าเธอไม่อยากก็ไม่ต้องก็ได้”
“นี่นายกำลังดูถูกฉันเหรอ” เสียงที่ตอบกลับมาต่ำอย่างเห็นได้ชัด จนฮินาวะต้องเงยขึ้นมามองเจ้าของเสียง บัดนี้คนตรงหน้าเขามีสีหน้าบึ้งตึงและดวงตาวูบไหว มือเรียวที่วางบนโต๊ะหินกำเข้าหากันจนเห็นเป็นรอยแดง ท่าทีเช่นนี้ผิดกับที่เขาคิดเอาไว้มากแต่เด็กหนุ่มก็ตัดสินใจพูดต่อไป
“สีหน้าเธอมันแสดงออกชัดเจนว่าไม่อยากลงขนาดนั้น แล้วทำไมจะต้องฝืนด้วย?”
“ก็เพราะนายเป็นคนท้าฉันเองนี่ ไม่งั้นนายก็ไม่ยอมสอนฉัน” นาโอริกอดอกขึงขังดวงตาจ้องมองไม่วาง
“เพราะแค่นั้นน่ะเหรอ? เฮ้อ ใครมันจะเป็นคนสอนเธอก็ไม่ต่างอะไรกันไม่ใช่หรือไง”
“ต่างสิ” เธอตอบ
“เพราะ?”
“เพราะนายเก่ง” คำตอบนั่นทำเอาต้องอ้าปากค้างไปตาม ๆ กันไม่เว้นแม้แต่ซากิที่ฟังอยู่
เครื่องหมายคำถามมากมายผุดขึ้นในหัวของฮินาวะ สมองอันชาญฉลาดของเขากำลังประมวลเหตุผลแสนสั้นที่นาโอริให้มาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดูเหมือนบรรยากาศมาคุเมื่อครู่จะเป็นแค่ภาพลวงตาชั่ววูบเท่านั้นกระมัง เพราะบัดนี้เด็กสาวกำลังพองแก้มน่ารักใส่เขาอยู่ ฮินาวะถึงไม่สามารถสัมผัสกับความตึงเครียดก่อนหน้าได้แล้วตอนนี้
“หือ? ทำไมมองกันแบบนั้นล่ะ ฉันพูดความจริงนะ”
“นาโอะจัง...ไม่ได้โกรธเหรอ?” เพื่อนสาวที่ดึงสติกลับมาเอ่ยถามพลางขมวดคิ้วสงสัย
“โกรธสิ คนเขาอุตส่าห์ตั้งใจแต่จู่ ๆ มาบอกว่าอยากเลิกทำก็เลิกไปเถอะ แบบนี้ใครมันก็หงุดหงิด!” เด็กสาวเบ้ปากพลางเชิดหน้าสูงเห็นแล้วดูน่ารักเสียมากกว่า
“เดี๋ยวก่อน สรุปฉันกังวลไปเองใช่ไหม? นี่เธอไม่ได้โดนสิ่งที่ฉันพูดวันนั้นทำร้ายจิตใจหรอกเหรอ?”
“ใครบอก ฉันน่ะกลัวจะตายถ้าไม่ได้เพื่อนรักอย่างซากิช่วยป่านนี้คงนอนร้องไห้ขี้มูกโป่งไปแล้วล่ะ” เธอเอ่ยพลางดึงแขนเพื่อนสาวมากอดแน่น ดวงตาคมของฮินาวะเหลือบมองเจ้าของเรือนผมสีเงินวาวอยู่ครู่หนึ่ง เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ซากิลอบมองเขาทั้งสองจึงสบตากันอย่างไม่ได้ตั้งใจก่อนจะรีบเบนกลับไปหานาโอริดังเดิม
“เอาเถอะ เรื่องที่ฉันพูดแรงไปมันคือความจริง ยังไงก็ต้องขอโทษด้วย”
“ดีมาก หายโกรธไปได้หน่อย”
“แต่ไอ้เรื่องประลองน่ะเธอไม่จำเป็นต้องลงจริง ๆ ก็ได้นะ มันก็ยังมีคนอื่นที่สอนเธอได้”
“ไม่เอา! ยังไงฉันก็ชนะนายแล้วให้นายเป็นครูของฉันได้” เด็กสาวส่ายหน้าไปมาจนเห็นแล้วแทบปวดคอ
“จะว่าไป...เธอไปเอามาจากไหนว่าฉันเก่งน่ะกับอาจารย์ซาวาเบะก็ไม่เคยจะชนะเลยด้วยซ้ำ” ฮินาวะเว้นจังหวะหายใจไว้ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ
“ไม่ได้จะอวดหรืออะไรนะ แต่เธอก็ดูจะไม่ใช่พวกผู้หญิงที่ชอบตามสอดส่องฉันนี่แล้วเธอแน่ใจได้ยังไง?”
“นั่นก็เพราะซากิเป็นคนบอกฉันน่ะสิ แถมอาจารย์เองก็ให้ฉันมาถามกับนายเลยนะ” เจ้าคนตอบเอ่ยอย่างมั่นใจโดยไม่ได้สังเกตใบหน้าเหวอของเพื่อนสาวตนเองเลยสักนิด
“น นาโอะจังพูดอะไรน่ะ!?” แม้จะส่งสายตาค้อนเคืองให้แต่อีกฝ่ายกลับเอียงคอน้อย ๆ เป็นคำตอบ ฮินาวะที่ได้ฟังประโยคนั้นเผลอหลุบตาต่ำทันควัน ไม่ทันไรเสียงหวานของนาโอริก็ดังขึ้นเรียกให้เงยมองและเห็นสาวเจ้าชี้นิ้วใส่หน้าเขาอยู่
“ยังไงก็ตาม ฉันจะต้องได้เจอกับนายในงานประลอง อย่ามาพูดให้ล้มเลิกเสียให้ยาก!” ริมฝีปากบางยกยิ้มหยั่งเชิงอีกฝ่ายก่อนจะได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอจากฮินาวะซึ่งบัดนี้ได้ยื่นมือมาหาเธอ
“อย่าให้ฉันรอเก้อล่ะ”
“ตกลง!” ว่าแล้วทั้งสองจึงจับมือกันเพื่อแสดงว่าข้อตกลงนั้นเสร็จสิ้น เป็นเวลาเดียวกันกับที่ขนมหวานทั้งหลายที่สั่งไว้มาเสิร์ฟถึงโต๊ะริมกระจก ทั้งสามหนุ่มสาวจึงได้เพลิดเพลินกับขนมรสหวานที่ซึมซาบเข้าสู่ร่างกาย แม้ส่วนมาจะเป็นสองสาวเสียมากกว่าก็ตาม แต่เด็กหนุ่มเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่มก็ดูจะผ่อนคลายและปล่อยวางไปกับบรรยากาศอยู่บ้าง
ทว่าในความเพลิดเพลินสดใสนั้นกลับมีช่องของความอึดอัดใจปรากฏขึ้นให้นาโอริต้องคอยเป็นสะพานเชื่อมบทสนทนาอยู่ร่ำไป เด็กสาวเรือนผมสีเปลือกไม้ครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ของความรู้สึกนี้อยู่เงียบ ๆ พลางจับสังเกตเพื่อนทั้งสองของเธอไม่วางตา แต่ก็ยังคิดไม่ตกเสียทีจึงทำได้แต่ปล่อยให้มันดำเนินของมันต่อไปก่อนจะดีเสียกว่า
.
.
.
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมง เสียงเจี๊ยวจ๊าวและเสียงกระดิ่งลมต้อนรับลูกค้ายังคงมีอย่างต่อเนื่องสร้างบรรยากาศคึกคักให้กับร้านกาแฟสไตล์ธรรมชาตินี้ได้ดียิ่ง ขนมหวานหลากชนิดที่เคยวางบนจานแก้วลายกุหลาบหลายใบ บัดนี้ได้ว่างเปล่าสะอาดสะอ้านจนแทบจะเป็นจานใหม่ ทว่ากลับมีคนกินจุบางคนที่นั่งเหลือบมองตู้ขนมไม่วางตาแม้แต่ตอนที่กำลังตักขนมอีกชิ้นเขาปากก็ตาม
“ฉันล่ะอิจฉาคนที่ระบบเผาผลาญดีแบบเธอจริง ๆ ” เจ้าของเสียงเป็นใครไม่ได้นอกจากเด็กหนุ่มเพียงหนึ่งเดียวที่นั่งเท้าคางมองการกระทำของอีกฝ่ายอยู่
“นั่นสินาโอะจัง ถ้ากินอีกระวังจะไม่ย่อยนะ” ซากิเอ่ยสมทบพลางเขย่าแขนของเพื่อนสาวเบา ๆ ดวงตาสีซากุระหรี่ลงจนแทบจะปิดก่อนจะฉีกยิ้มให้
“จ้าคุณแม่”
“แต่เอาตามตรงฉันก็ไม่ได้ชอบกินของหวานขนาดนั้นหรอกนะ ที่กินได้เยอะเพราะมีคนมาแบ่งกันต่างหาก” นาโอริเบ้ปากพลางทำเป็นเชิดหน้า
“ฮ่า ๆ เอาตามนั้นได้จ้ะ” เจ้าของเรือนผมสีเงินวาวหัวเราะคิกคักตามเพื่อนของเธอ ก่อนจะสังเกตเห็นโมโมเสะที่นั่งตรงข้ามเริ่มที่จะเหม่อมองไปที่ใดสักแห่งหนึ่ง ราวกับไม่อยากขัดบทสนทนาของสาว ๆ นัก
บรรยากาศเข้าถึงยากและไม่มีใครเอ่ยอะไรเริ่มปกคลุมอีกครา ริมฝีปากบางได้รูปเม้มไปมาพร้อมกับดวงตาสีเงินสวยที่จ้องมองระหว่างเพื่อนสาวกับเด็กหนุ่ม ทว่าครั้นเบนสายตากลับมาหาคนที่นั่งข้างกายก็พบว่าเจ้าตัวมองเธออยู่ก่อนแล้ว นาโอริเลิกคิ้วสูงส่งเป็นคำถามให้อีกฝ่ายทว่าซากิกลับพยักหน้าน้อย ๆ ให้และออกแรงบีบแขนของเพื่อนสาวเล็กน้อยราวกับขอความช่วยเหลือสักอย่าง
แม้ความงงงวยจะยังไม่คลายแต่สาวเจ้าที่ได้รับสัญญาณจากเพื่อนสนิทคงจะต้องทำอะไรสักอย่างเสียแล้ว
“เอาล่ะ! ขนมก็หมดเกลี้ยงแล้ว เราไปเดินเที่ยวกันต่อดีกว่า” นาโอริโพล่งออกมาทำลายบรรยากาศชวนอึดอัดแถมยังเรียกความสนใจจากร่างสูงได้อย่างดี
“โอเค งั้นฉันกลับ..”
“นายก็ต้องไปด้วยนะ โมโมเสะ” เจ้าของเรือนผมสีบ๊วยแดงยังไม่ทันจะเอ่ยจบก็ต้องอ้าปากค้างพลันถอนหายใจเฮือกใหญ่
“แค่ฉันมานั่งตรงนี้ก็น่าจะพอแล้วไหม ฉันไม่อยากจะกลับเย็นมาก”
“เย็นอะไรนี่เพิ่งจะบ่ายกว่า ๆ เองไปต่อกันอีกสักหน่อยสิ เนอะซากิ” ว่าแล้วนาโอริจึงหันไปยิ้มกับเพื่อนสาวที่สะดุ้งโหยงเมื่อถูกโยนเรื่องมาให้พูดต่อ ซากิยิ่งเหงื่อแตกพลั่กเข้าไปอีกเมื่อคนนั่งฝั่งตรงข้ามเหมือนจะรอฟังคำตอบอยู่เช่นกัน
“อ เอ่อ ไปด้วยกันเถอะนะ...โมโมเสะคุง ไปกันหลายคนก็ยิ่งสนุก”
“แต่ฉัน...”
“นี่นายกล้าปฏิเสธคำชวนของผู้หญิงถึงสองคนเลยเหรอ?” นาโอริแลบลิ้นปลิ้นตาพลางกอดแขนของคนนั่งข้าง ๆ แน่นขึ้น เธอยิ้มกริ่มให้เด็กหนุ่มพลางกลั้นขำจากที่ได้เห็นใบหน้าหล่อเหลาขมวดคิ้วหนาจนแทบเป็นโบ
จนแล้วจนรอดครั้นมองสีหน้าของสองสาว ฮินาวะก็พลอยนึกคำโต้เถียงไม่ออกเพราะในใจลึก ๆ เขารู้ตัวดีว่าไม่จำเป็นต้องรีบกลับขนาดนั้น แถมนาน ๆ ทีจะออกไปเปลี่ยนบรรยากาศบ้างก็ไม่เลว....
“เฮ้อ....”
“แค่ไปด้วยก็พอใช่ไหมล่ะ”
to be continue…
つづく、psrpowder