"ทำใจเถอะอาหลิว อัปลักษณ์อย่างลื้อจะมีใครมารัก เลิกหวังได้แล้ว"
ดราม่า,รัก,ชาย-ชาย,ย้อนยุค,ไทย,โรแมนติก,พีเรียดไทย,ดราม่า,พล็อตสร้างกระแส,สืบสวนสอบสวน,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
(E-book) ลิขิตใจ — พีเรียด พ.ศ. ๒๕๒๐"ทำใจเถอะอาหลิว อัปลักษณ์อย่างลื้อจะมีใครมารัก เลิกหวังได้แล้ว"
(พญา x หลิว)
꧁✵꧂
หลิวเป็นคนขี้ขลาดมาแต่ไหนแต่ไร ไร้ซึ่งความกล้าหาญที่จะยอมรับในสิ่งที่เป็น ตลอดระยะเวลาที่มีชีวิตอยู่จึงได้แต่กักขังตนเองอยู่ภายใต้ความอัปลักษณ์นั้นจนหลงลืมไปแล้วว่าแท้จริงการเชื่อมั่นในตนเองนั้นเป็นอย่างไรกันแน่
ความหวาดกลัวฝังรากลึกลงในจิตใจของเขามาเนิ่นนาน
เพียงแต่ในตอนนี้กลับมีมือของใครบางคนฉุดรั้งเขาขึ้นมาจากความกลัวนั้น
"เธออาจจะคิดว่ารอยแผลเป็นนั้นน่ารังเกียจจนทนไม่ไหว แต่สำหรับฉันแล้ว เธอมีค่ามากกว่าคำดูถูกพวกนั้นเสียอีก"
"..."
"อย่าได้สนใจคำพูดของคนอื่นอีกเลยอาหลิว เธอจำคำพูดของฉันเอาไว้แค่คนเดียวก็พอแล้ว"
และคุณพญาก็คือคนนั้น คนที่ใจดีกับเขาเสมอมา
ขอบคุณที่ทำให้ผมอยากมีชีวิตอยู่ต่อ ผมเองก็สัญญาว่าจะภักดีต่อคุณตลอดไปเช่นกัน
꧁✵꧂
เปิดเรื่อง : 02/10/2566
จบบริบูรณ์ : 29/01/2567
คำเตือน
นิยายเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของผู้เขียน เหมาะกับผู้อ่านอายุ 18 ปีขึ้นไป อาจมีเหตุการณ์ไม่เหมาะสมที่ตัวละครในเรื่องได้กระทำ มีการบรรยายถึงความเชื่อศาสนา โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
หากไม่ชอบสามารถกดออกได้เลยค่ะ รบกวนไม่คอมเมนท์บั่นทอนจิตใจนักเขียนนะคะ ขอบคุณค่ะ
— Trigger Warning —
Attempted murder, Physical Abuse, Mental Abuse, Blood, Branding, Body Shaming, Corpse, Dirty Talk, Domestic Violence, Forced Marriage, Mutilation, Trafficking
— Twitter —
— Page —
“…คุณเพ่ย”
หลิวไม่รู้ว่าสถานการณ์ตรงหน้านี้เกิดขึ้นได้อย่างไรกันแน่ เขาพึมพำชื่อของเพ่ยด้วยความตกใจจนเผลอเอื้อมไปจับแขนของอีกฝ่ายเข้า
เพ่ยพยายามสลัดคนตรงหน้าออกแต่ทว่าเสียงฝีเท้าของกลุ่มคนที่ตามหลังเขามากลับเข้าใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆ
“นาย…นายรู้จักฉันได้อย่างไร! เจ้าสัวเซี่ยส่งนายมาจับตัวฉันใช่ไหม!”
“ไม่ใช่นะครับ!” หลิวรีบสั่นศีรษะเมื่อเพ่ยขัดขืน หากแต่ข้อเท้าของอีกฝ่ายคงจะบาดเจ็บตอนที่ชนกันเมื่อครู่นี้ เพ่ยจึงไม่อาจสู้แรงของเขาได้
“คุณเพ่ย! คุณเพ่ยออกมาเถอะครับ!”
ทั้งสองสะดุ้งจนตัวโยนเมื่อฝีเท้าและเสียงตะโกนของคนพวกนั้นใกล้เข้ามาทุกที
“เราไปหลบกันตรงนั้นเถอะครับ”
“แล้วฉันจะไว้ใจนายได้อย่างไร” เพ่ยถามเสียงแข็งกร้าว
“ถ้าคุณเพ่ยอยากหนีรอดก็ต้องตามผมมาครับ”
หลิวถอนหายใจและชะเง้อมองด้านหลังไปด้วย เขาไม่อาจคิดหาเหตุผลได้ทันเวลา ตอนนี้ขึ้นอยู่กับว่าเพ่ยจะเชื่อใจคนแปลกหน้าอย่างเขามากแค่ไหน
สุดท้ายแรงขัดขืนก็ผ่อนลง รู้ตัวอีกทีเขาก็พาเพ่ยวิ่งลัดเลาะผ่านซอยแคบ ๆ มาจนถึงหน้าประตูบ้านของตนเองแล้ว
อันที่จริงเขาไม่ควรจะหาเรื่องใส่ตัวอีก แต่พอเห็นว่าเพ่ยบาดเจ็บเพราะตนเอง หลิวจึงไม่อาจปล่อยผ่านไปได้ แม้จะไม่รู้ว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้เป็นมาอย่างไร แต่การได้ช่วยเหลืออดีตเจ้าสาวของผู้มีพระคุณก็ถือว่าเขาได้ตอบแทนคุณพญาด้วยเช่นกัน
“เข้าไปหลบข้างในก่อนนะครับ”
หลิวเอ่ยกับคนข้างกายแล้วเข้าไปช่วยพยุงอีกฝ่ายเอาไว้ เพ่ยตัวสูงกว่าเขาหลายเซนติเมตรจึงทุกลักทุเลไม่น้อยแม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้ทิ้งน้ำหนักลงมาที่เขาทั้งหมดก็ตาม
ห้องเล็กเท่ารูหนูของเขาดูแคบลงถนัดตาเมื่อผู้ชายสองคนเดินเข้ามาพร้อมกัน หลิวประคองคนตัวสูงกว่าให้นั่งลงที่เก้าอี้ไม้ตัวเก่าอย่างระมัดระวังก่อนจะรีบวิ่งไปปิดประตูหน้าต่างด้วยความรวดเร็ว
“ประเดี๋ยวผมจะไปขอยาประคบกับยาแก้ปวดจากหลวงพ่อที่วัดใกล้ ๆ นี้มาให้ ระหว่างนี้ถ้าเกิดว่าคุณหิวก็ทานข้าวกล่องนั้นได้นะครับ”
“…”
“ผมจะล็อกประตูจากด้านนอกไว้ ถ้ามีใครมาเรียกก็อย่าส่งเสียงจนกว่าผมจะกลับมา…”
“นายชื่ออะไร”
ยังไม่ทันที่หลิวจะเอ่ยจบประโยค เพ่ยก็โพล่งคำถามขึ้นมาเสียก่อน เสียงของเพ่ยดูแข็งกร้าวเช่นเดียวกับแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง
“ผมชื่อหลิว เคยทำงานที่ภัตตาคารไห่ฟู่แล้วก็เคยเห็นคุณไปที่นั่นหลายครั้ง ผมได้ยินเรื่องที่คุณ เอ่อ หนีออกมาจากงานแต่งงาน...ก็เลยคิดว่าคุณคงต้องการความช่วยเหลือ”
หลิวอธิบายยืดยาวก่อนจะก้มหน้าลงไม่กล้าสบสายตาคนตัวสูงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตรงหน้า
“แล้วนายไม่กลัวเดือดร้อนเลยหรืออย่างไร” เพ่ยเลิกคิ้วถามหยั่งเชิง เขาถอดผ้าคลุมหัวออกทั้งที่ยังไม่ละสายตาไปจากคนที่กำลังอ้ำอึ้งอยู่ตรงหน้าตนเอง
“คือ…”
หลิวขบริมฝีปากอย่างคิดไม่ตก นั่นเพราะไม่อาจบอกได้ว่าเป็นเพราะคุณพญาเขาถึงได้ช่วยคนผู้นี้เอาไว้โดยไม่กลัวว่าตนเองจะเดือดร้อนเลยสักนิด
“ผมทำให้คุณบาดเจ็บ ผมก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ผมทำไม่ใช่หรือครับ”
แม้นั่นจะไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดแต่หลิวก็เลือกที่เอ่ยเพียงเท่านี้ เขาเงยหน้าขึ้นมามองเพ่ยที่เงียบไป จนในที่สุดอีกฝ่ายก็เป็นฝ่ายหลบสายตาไปก่อน
“ฉันโดนบังคับให้แต่งงาน คุณพญาเองก็เช่นกัน”
แม้จะเป็นเพียงประโยคสั้น ๆ ที่เพ่ยตัดสินใจเล่าออกมาแต่อย่างน้อยก็ทำให้หลิววางใจได้เมื่ออีกฝ่ายเชื่อใจคนแปลกหน้าอย่างเขามากขึ้น หลิวหันไปลงกลอนหน้าต่างให้สนิทก่อนจะเดินไปจุดตะเกียงที่วางอยู่บนโต๊ะ
แสงสว่างเข้ามาแทนที่ความมืดจนทำให้เห็นใบหน้าของกันและกันชัดเจนมากยิ่งขึ้น ในเสี้ยววินาทีนั้นหลิวไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าคุณเพ่ยกับคุณพญาเหมาะสมกันมากแค่ไหน
“ผมไม่ใช่คนของเจ้าสัวเซี่ยหรือใครทั้งนั้น คุณไม่ต้องกังวลนะครับ ผมจะช่วยคุณเอง” หลิวระบายยิ้มบางเบาส่งไปให้อย่างเป็นมิตร แย่หน่อยที่เขาไม่รู้ว่าควรจะพูดอย่างไรให้คนตรงหน้าสบายใจมากกว่านี้
” ถ้านายหลอกฉัน สาบานเลยว่าฉันจะฆ่านายให้ตายเสียตอนนี้”
หากแต่ประโยคที่เพ่ยตอบกลับมานั้นทำเอาคนฟังกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หลิวยิ้มแห้งก่อนจะเดินตรงไปยังประตู เขาหันไปมองเพ่ยที่นั่งอยู่ด้านในอีกครั้ง และในขณะที่กำลังจะเปิดประตูออก จู่ ๆ คนตัวสูงก็เงยหน้าขึ้นมาพูดบางอย่างเสียก่อน
“แผลที่หน้าของนายน่ะ…”
“…”
“มันเจ็บมากเลยใช่ไหม”
มือบางหยุดชะงักเช่นเดียวกับฝีเท้าที่หยุดลง ก่อนหน้านั้นอีกฝ่ายคงจะเห็นใบหน้าของเขาไม่ชัด แต่พอมีแสงสว่างจากตะเกียงก็คงจะเห็นใบหน้าอัปลักษณ์ของเขาได้ชัดเจน
หลิวเม้มริมฝีปากแน่นอย่างไม่รู้จะทำตัวอย่างไร ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคำถามที่ออกมาจากปากของเพ่ยนั้นหมายความว่าหวาดกลัวแผลเป็นของเขาอยู่หรือเปล่า
เพราะไม่ว่าใครที่เห็นมันก็มักจะรังเกียจเขาไปด้วยเสมอ บางทีเพ่ยอาจจะกำลังรู้สึกแบบนั้นอยู่ก็ได้
“แผลเก่าตั้งแต่เด็ก ๆ น่ะครับ ตอนนี้ไม่รู้สึกอะไรแล้ว” หลิวตอบเสียงสั่นด้วยความกังวล
“อย่างนั้นหรือ ฉันถามเฉย ๆ พอดีเห็นมันแล้วก็เลยคิดว่านายคงจะเจ็บน่าดู”
เพ่ยไม่ได้เอ่ยอะไรต่อจากนั้นด้วยเพราะท่าทางของเขาดูเป็นคนพูดน้อยอยู่แล้ว หลิวเองก็รีบเดินออกมาจากบ้านมาในทันที
มือของเขายังคงสั่นไม่หาย นั่นเพราะความทรงจำตอนที่ได้แผลเป็นนี้ย้อนกลับเข้ามาในหัวอีกครั้ง
หัวใจของเขายังคงแตกสลายและไม่อาจประกอบขึ้นมาใหม่ได้อีกครั้ง
ทั้งที่เคยคิดว่าตนเองหันหลังเดินออกจากจุดนั้นมาไกลแล้ว แต่ในวันนี้หลิวกลับได้รู้ความจริงข้อหนึ่งที่ว่า เขายังคงยืนอยู่ที่เดิม ณ ความทรงจำในครั้งนั้น เป็นเพียงแค่คนขี้ขลาดที่ไม่อาจลบเลือนความเสียใจไปได้ และสุดท้ายก็กลายเป็นคนโง่งมที่ยอมจมดิ่งไปกับมันก็เท่านั้น
*
คุณเพ่ยหายไปแล้ว
หลิวไม่แปลกใจเท่าไรแต่ก็นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะจากไปทั้ง ๆ ที่ตัวเองขาเจ็บแบบนั้น บางทีเจตนาของเขาที่แสดงออกไปคงยังไม่จริงใจมากพอ เพ่ยถึงไม่ยอมรับการช่วยเหลือจากคนแปลกหน้าอย่างเขา
หวังว่าคุณเพ่ยจะปลอดภัยและหนีรอดจากคนพวกนั้น
เขาภาวนาให้อีกฝ่ายได้เพียงเท่านั้น หลิววางตะกร้ายาที่ไปขอมาจากวัดลงบนโต๊ะ ก่อนจะสังเกตเห็นมีดเล่มหนึ่งวางอยู่ข้างกัน
คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เขาหยิบมีดเล่มนั้นขึ้นมาพิจารณา ก่อนจะพบว่ามันคือสมบัติเพียงชิ้นเดียวที่มารดาทิ้งไว้ให้
ตอนที่เขายังเป็นเด็ก หล่อนมักจะเล่าให้เขาฟังอยู่เสมอว่าก่อนหน้านั้นหล่อยเคยทำงานเป็นแม่ครัวในวังของหม่อมเจ้าสูงศักดิ์ หล่อนพร่ำพรรณนาถึงช่วงเวลาเหล่านั้นอย่างมีความสุขและมักจะกอดมีดที่ตนใช้เป็นประจำไว้อย่างหวงแหน
หล่อนดูแลรักษาดั่งสมบัติล้ำค่า มีดที่หล่อนรักมีทั้งหมดสองเล่มด้วยกัน ปลายด้ามสลักชื่อของหล่อนอย่างประณีตและถูกเก็บไว้ในซองพลาสติกเป็นอย่างดี
เพียงแต่ในตอนนี้ซองพลาสติกที่วางอยู่ตรงหน้ากลับเหลือมีดอยู่เพียงเล่มเดียวเท่านั้น
“หายไปไหนนะ”
หลิวพึมพำกับตนเอง เขาวางมีดเล่มนั้นลงก่อนจะเอื้อมไปหยิบตะเกียงขึ้นมาถือและเริ่มสำรวจหารอบห้อง
พลันแสงสว่างจากตะเกียงก็ส่องกระทบเข้ากับพื้นไม้บนโต๊ะ และมันก็ทำให้เขาเห็นข้อความประโยคหนึ่งที่ถูกเขียนด้วยโลหิตสีแดงฉาน
‘ขอบคุณที่ช่วย’
กึก!
ร่างโปร่งเผลอปล่อยตะเกียงหลุดมือด้วยความตกใจ ร่างกายแข็งทื่อไปทั้งตัว ใบหน้าพลันขาวซีดและนัยน์ตาเบิกกว้างอย่างไม่เชื่อในสายตาตนเอง
เลือดที่ถูกนำมาเขียนยังไม่แห้งดีนัก และเนื้อความของประโยคนั้นก็บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าใครเป็นคนเขียนมันขึ้นมา
แน่นอนว่าต้องเป็นคุณเพ่ยอย่างไม่ต้องสงสัย
เด็กหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง ห้องเล็กเท่ารูหนูของเขาไม่มีแม้แต่กระดาษสักแผ่นหรือปากกาสักด้าม เพ่ยจึงใช้เลือดของตนเองแทนหมึก และใช้โต๊ะไม้ตัวนี้แทนกระดาษ มีดอีกเล่มที่หายไปคงจะถูกใช้เพื่อการนี้
จู่ ๆ ความคิดในหัวก็เริ่มจินตนาการถึงตอนที่เพ่ยใช้มีดกรีดผิวหนังที่ส่วนใดส่วนหนึ่งบนร่างกายและเค้นเลือดของตนเองออกมาบรรจงเขียนเป็นตัวหนังสือ
หลิวหอบหายใจถี่ก่อนจะรีบวิ่งไปหยิบผ้าขี้ริ้วมาเช็ดมันออก เขาถูขยี้ผืนผ้ากับพื้นไม้อย่างแรงจนโต๊ะโยกไปมา จากนั้นจึงรีบเปิดหน้าต่างและโยนผ้าผืนนั้นทิ้งไผด้วยความรวดเร็ว
ประตูและหน้าต่างถูกลงกลอนหมดทุกบาน ในใจหวาดหวั่นแต่ก็นึกห่วงอีกฝ่ายที่หนีออกไปแบบนั้น
คุณเพ่ยใจกล้ามากจริง ๆ
แต่กระนั้นก็เป็นคนที่น่ากลัวอยู่ไม่น้อย
หลิวไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน เขาคิดไม่ตกอยู่ทั้งคืนจนนอนไม่หลับ
บางทีอาจเป็นเพราะสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์เมื่ออับจนหนทางคงจะทำได้หมดทุกอย่าง
ทุกอย่างที่ไม่ว่าใครก็คาดไม่ถึง ไม่เว้นแม้กระทั่งการกรีดเลือดออกมาจากร่างกายของตนเอง
ไม่แน่ว่าสักวันถ้าหากเขาตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นบ้าง ก็คงจะเลือกที่ทำทุกอย่างที่ใจเคยหวาดกลัวด้วยเช่นกัน
เด็กหนุ่มขดตัวอยู่ในผ้าห่มผืนเล็ก รอบกายเงียบสนิทจนได้ยินเสียงหายใจถี่ของตนเอง แสงไฟสลัวจากตะเกียงที่วางอยู่เป็นเพียงสิ่งเดียวที่ช่วยคลายเหงา เสียงฟ้าร้องที่ดังเป็นบางครั้งกลับหนักขึ้น ไม่นานหยาดฝนก็เทลงมาพาลให้อากาศหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ
คืนนี้…ช่างเป็นค่ำคืนที่เงียบเหงาและน่าหวาดกลัวมากจริง ๆ
*
“ขอโทษด้วยนะครับ ที่นี่ไม่รับสมัครคนเพิ่มแล้วครับ”
เช้าสดใสที่กำลังใจเต็มเปี่ยมกลับค่อย ๆ ห่อเหี่ยวและมืดมนลงไปเมื่อหลิวได้ฟังประโยคปฏิเสธแบบเดียวกันเป็นครั้งที่สิบได้แล้ว
ทั้งที่เขาอุตส่าห์ตื่นแต่เช้าเพื่อออกมาหางานทำอย่างขยันขันแข็ง จนกระทั่งบ่ายคล้อยแล้วก็ยังไม่มีที่ไหนรับเขาเข้าทำงานเลยสักที่ แม้แต่งานแบกหามใช้กำลังก็ไม่เหลือที่ว่างสำหรับเขาแล้วด้วยซ้ำ
ร่างเดินโปร่งคอตกออกมาจากโรงหนังชื่อดังขนาดใหญ่ เขาไม่ได้ตั้งใจจะมาสมัครงานที่นี่แต่ดันเห็นป้ายรับสมัครคนตรวจตั๋วเข้าเสียก่อน ซึ่งเป็นงานที่ไม่ต้องใช้ทักษะหรือวุฒิการศึกษาอะไรมากมาย หลิวจึงรวบรวมความกล้าเข้าไปถามพนักงานแถวนั้น
แต่ยังไม่ทันที่จะได้ยื่นใบสมัคร พนักงานที่เงยหน้าขึ้นมาเห็นเขาก็แสดงท่าทีรังเกียจและรีบปฏิเสธในทันที ทั้งที่เผื่อใจเอาไว้แล้ว แต่พอได้ยินเสียงซุบซิบนินทาตามหลังมาก็อดน้อยใจในโชคชะตาของตนเองไม่ได้
‘ถ้ารับคนหน้าตาขี้เหร่แบบนั้นเข้ามาทำงาน ลูกค้าไม่ตกใจเอาแย่เลยหรือ เสียภาพลักษณ์โรงหนังชื่อดังอย่างเราหมด เผลอ ๆ หน้าของนายคนนั้นคงจะน่ากลัวยิ่งกว่าหนังผีที่ฉายอยู่ในโรงเสียอีก’
เกิดเป็นไอ้หลิวคนนี้มันแย่ขนาดเลยหรือ
เป็นอีกครั้งที่คำถามเหล่านี้ผุดขึ้นมาในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะต่อให้เขาทำดีให้ตายอย่างไร ผู้คนก็เลือกมองที่ภายนอกก่อนจะได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเขาอยู่ดี
หมวกใบเก่าสีซีดถูกหยิบขึ้นมาสวมเพื่อปกปิดใบหน้า หลิวรีบเดินผ่านฝูงชนแออัดที่หน้าโรงหนังออกมา วันนี้คงหมดหวังแล้ว ดวงอาทิตย์เริ่มหม่นแสงบ่งบอกว่าเวลาเย็นย่ำเต็มที บริษัทและร้านรวงต่าง ๆ ก็คงจะใกล้ปิดแล้วเช่นกัน หลิวผ่อนลมหายใจออกมาด้วยความเหน็ดเหนื่อย เขาเดินหางานท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าวทั้งวัน จึงไม่อาจฝืนร่างกายต่อไปได้อีก
ร่างโปร่งเดินเอื่อยเฉื่อยไปตามริมถนนกลางเมืองที่รถยนต์พลุกพล่าน นัยน์ตาสุกใสมองดูผู้คนรอบกายอย่างไร้จุดหมาย
เขาจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไรกัน
หากต้องมีลมหายใจอยู่อย่างคนไร้ค่า บางทีความตายคงจะทุกข์ทรมานน้อยกว่านี้
หลิวหยุดอยู่ริมสะพานข้ามคลองสายหนึ่ง หยดน้ำที่ไหลออกจากหางตาอาบพวงแก้มทั้งสองข้าง เขายกขึ้นมามือเช็ดมันออก แต่ยิ่งเช็ดก็ยิ่งเปียกชื้นไปทั่วทั้งใบหน้า
ดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้าเต็มที แสงสีส้มสะท้อนบนผืนน้ำกระเพื่อมจนเขาอยากจะลงไปแหวกว่ายและด่ำดิ่งไปกับความเย็นฉ่ำของมัน
ไม่ทันได้รู้ตัว ปลายเท้าเผลอก้าวพ้นขอบสะพานที่สูงเพียงหน้าแข้งไปทีละนิด
ถ้าหากกระโดดลงไปตอนนี้จะเป็นอะไรไหมนะ
ฟึ่บ!
“อ๊ะ!”
แต่แล้วความคิดในหัวก็มลายหายไปทันทีเมื่อร่างกายของเขาลอยถลาไปตามแรงดึงของใครคนหนึ่งจากทางด้านหลัง อ้อมแขนแข็งแกร่งในสูทเนื้อดีของคนผู้นั้นประคองเอวเขาไว้แน่นราวกับว่ากลัวเขาจะดิ้นหนีออกจากอ้อมกอดนี้ไป
“เธออยากตายหรือไง!”
เสียงทุ้มกังวานของชายผู้นั้นตวาดลั่น หากแต่โทนเสียงช่างแสนคุ้นเคยยิ่งนัก และทันทีที่หลิวเงยหน้าขึ้นไปก็พบกับใบหน้าของคนที่ไม่ควรจะมาอยู่ที่นี่ในเวลานี้
คุณพญามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน!?