ความลับที่เก็บซ่อนไว้ ความสัมพันธ์ที่ถูกห้ามปราม และหัวใจที่แตกสลาย เขาเป็นคนที่ทำให้ผมรู้จักคำว่ารัก และก็เป็นเขาเองอีกนั่นแหละที่บอกว่าผมไม่มีหัวใจ ผมจะพิสูจน์ให้เขาเห็นเองว่าหัวใจของผมมีอยู่จริง

เขาบอกผมไม่มีหัวใจ - บทที่ 9 ย้ำให้ชัดอีกสักครั้ง โดย Run_Kantheephop @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

รัก,ชาย-ชาย,ดราม่า,วัยว้าวุ่น,ยุคปัจจุบัน,ดราม่า,นิยายวาย,รักโรแมนติก,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

เขาบอกผมไม่มีหัวใจ

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

รัก,ชาย-ชาย,ดราม่า,วัยว้าวุ่น,ยุคปัจจุบัน

แท็คที่เกี่ยวข้อง

ดราม่า,นิยายวาย,รักโรแมนติก

รายละเอียด

เขาบอกผมไม่มีหัวใจ โดย Run_Kantheephop @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ความลับที่เก็บซ่อนไว้ ความสัมพันธ์ที่ถูกห้ามปราม และหัวใจที่แตกสลาย เขาเป็นคนที่ทำให้ผมรู้จักคำว่ารัก และก็เป็นเขาเองอีกนั่นแหละที่บอกว่าผมไม่มีหัวใจ ผมจะพิสูจน์ให้เขาเห็นเองว่าหัวใจของผมมีอยู่จริง

ผู้แต่ง

Run_Kantheephop

เรื่องย่อ

เปิดเรื่อง 20/09/2024

 

ความลับที่เก็บซ่อนไว้ ความสัมพันธ์ที่ถูกห้ามปราม และหัวใจที่แตกสลาย เมื่อเขาเป็นคนที่ทำให้ผมรู้จักคำว่ารัก และก็เป็นเขาเองอีกนั่นแหละที่บอกว่าผมไม่มีหัวใจ จากคนไร้หัวใจ สู่คนที่เต็มไปด้วยความรัก แสงสว่าง และความอบอุ่น ในเมื่อเขาบอกว่าผมไม่มีหัวใจ ผมนี่แหละจะพิสูจน์ให้เขาเห็นเองว่าหัวใจของผมมีอยู่จริง

สารบัญ

เขาบอกผมไม่มีหัวใจ-Intro บทนำ,เขาบอกผมไม่มีหัวใจ-บทที่ 1 Love at first sight,เขาบอกผมไม่มีหัวใจ-บทที่ 2 พรหมลิขิตบันดาลชักพา,เขาบอกผมไม่มีหัวใจ-บทที่ 3 ดลให้มาพบกันทันใด,เขาบอกผมไม่มีหัวใจ-บทที่ 4 ไม่ต้องเครียด ทำได้อยู่แล้ว,เขาบอกผมไม่มีหัวใจ-บทที่ 5 ความท้าทายบนเส้นทางฝัน,เขาบอกผมไม่มีหัวใจ-บทที่ 6 ความลับที่ฉันซ่อนไว้,เขาบอกผมไม่มีหัวใจ-บทที่ 7 ใกล้วันแสดง,เขาบอกผมไม่มีหัวใจ-บทที่ 8 ค่ำคืนแห่งความทรงจำ,เขาบอกผมไม่มีหัวใจ-บทที่ 9 ย้ำให้ชัดอีกสักครั้ง,เขาบอกผมไม่มีหัวใจ-บทที่ 10 เห็นแก่ตัว,เขาบอกผมไม่มีหัวใจ-บทที่ 11 ปมในใจ,เขาบอกผมไม่มีหัวใจ-บทที่ 12 ทางเลือกที่ท้าทาย,เขาบอกผมไม่มีหัวใจ-บทที่ 13 ลองดูใหม่,เขาบอกผมไม่มีหัวใจ-บทที่ 14 เงาของความรู้สึก,เขาบอกผมไม่มีหัวใจ-บทที่ 15 เส้นทางหัวใจ,เขาบอกผมไม่มีหัวใจ-บทที่ 16 ค่ำคืนที่ไม่อาจลืม,เขาบอกผมไม่มีหัวใจ-บทที่ 17 ค่ำคืนที่ไม่อาจลืม 2,เขาบอกผมไม่มีหัวใจ-บทที่ 18 ใกล้ชิดอีกครั้ง,เขาบอกผมไม่มีหัวใจ-บทที่ 19 ซ่อนไว้ในส่วนลึกของจิตใจ,เขาบอกผมไม่มีหัวใจ-บทที่ 20 ความหลังที่ฝังใจ,เขาบอกผมไม่มีหัวใจ-บทที่ 21 ความรักที่เปิดเผย

เนื้อหา

บทที่ 9 ย้ำให้ชัดอีกสักครั้ง

ทันทีที่เสียงฝีเท้าจากบุคคลภายนอกเดินเข้ามาหยุดภายในห้องน้ำ ทั้งวีร์และโบ๊ทต่างก็พากันเงียบเสียง ทั้งคู่เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน ความกลัวที่จะถูกจับได้เริ่มเพิ่มพูนแต่ทั้งสองคนก็ยังพยายามที่จะอยู่ให้นิ่งที่สุด จนกระทั่งแขกที่ไม่ได้รับเชิญทำธุระจนเสร็จเรียบร้อยแล้วเดินออกไป ท่าทีของวีร์และโบ๊ทจึงดูผ่อนคลายลง คนตัวสูงกว่าถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาอย่างโล่ง อก

            “ต่อไหม” วีร์ยกยิ้มมุมปากพลางเอ่ยถาม

“...” โบ๊ทเงียบแต่ส่ายหัวแทนคำตอบ

“...”

“เราให้เธอได้เท่านี้แหละ”

คนน้องตอบเพียงแค่นั้นก่อนจะยื่นมือไปเปิดประตูแล้วเดินออกจากห้องน้ำไป ทิ้งความอ้างว้างเอาให้กับคนพี่ที่ยืนนิ่งหลังจากได้ยินคำพูดนั้น ความรู้สึกเหมือนถูกมีดเล่มคมแทงเข้ามากลางใจ วีร์ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการที่อีกฝ่ายบอกออกมาแบบนั้น ทำให้เขารู้สึกเจ็บมากทีเดียว

จากที่เขาคาดหวังว่าค่ำคืนนี้จะได้เป็นค่ำคืนแห่งความทรงจำที่ดี กลับกลายเป็นตรงกันข้าม เขารู้สึกหน่วงๆ ในหัวใจแต่ก็ทำอะไรไปไม่ได้มากกว่านี้ ความเสียใจที่ถาโถมเข้ามาทำให้หลังจากนั้นทุกอย่างในโต๊ะดูหมดสนุกไปโดยปริยาย คืนนั้นจบลงที่ต่างฝ่ายต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้าน วีร์กับโบ๊ทดูตึงใส่กัน ส่วนพวกสาววายอย่างเหมยกับเหมือนฝันก็หน้าหงอยตามกันไป

วันรุ่งขึ้นวีร์ไม่ได้รู้สึกอยากจะไปโรงละครเลยสักนิด แม้ว่าวันนี้จะมีรอบการแสดงก็ตาม โดยปกติเขาจะกระตือรือร้นมากกว่านี้ในการไปโรงละคร เพราะเขารู้ดีว่าจะได้เจอหน้าโบ๊ท แต่เรื่องเมื่อคืนทำให้เขาไม่รู้จะทำตัวยังไงหากได้เจอหน้าอีกฝ่าย ไม่รู้ว่าจะมองหน้ากันติดไหม เหตุการณ์เมื่อคืนจะทำให้โบ๊ทเกลียดเขาหรือเปล่า ความคิดต่างๆ ประเดประดังเข้ามาไม่หยุด หัวใจของเขาเต้นไม่เป็นระส่ำเพราะกังวลกับเหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

วีร์เดินเข้ามาในโรงละครพร้อมกับขนมที่ซื้อมาให้โบ๊ทเหมือนในทุกๆ เช้า พยายามทำเป็นใจดีสู้เสื้อ ไอ้ขนมที่ซื้อติดมือมาก็เป็นเหมือนเครื่องรางที่จะช่วยให้เขาเข้าหาโบ๊ทได้อย่างไม่ดูผิดปกติมากนัก แต่ความกังวลทั้งหมดก็ดูจะผ่อนคลายลงบ้างเมื่อวีร์เห็นว่าอีกฝ่ายหันมาเจอแล้วโบกมือทักทายราวกับทุกอย่างปกติ เหมือนกับว่าเรื่องเมื่อคืนไม่เคยเกิดขึ้นจริง

มันไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ?

หรือว่าเมาแล้วจำไม่ได้?

ความกังวลเปลี่ยนเป็นความสงสัยตีกันอยู่ในหัวของวีร์ เขาไม่รู้ว่าทำไมโบ๊ทถึงได้ทำตัวปกติเหมือนกับว่าเมื่อวานในห้องน้ำนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

“ซื้อหนมมาฝาก” คนพี่เอ่ยบอกพร้อมยื่นถุงขนมให้

“อ่อ... ขอบคุณครับ” โบ๊ทเอ่ยตอบพร้อมรับขนมจากมือของคนพี่ก่อนจะยกยิ้มให้อีกฝ่าย รอยยิ้มตาขีดนั้นยังคงเรียกให้วีร์ใจเต้นแรงได้เหมือนเคย

“เห็นชอบกิน วันนี้ผ่านเลยซื้อมาให้” วีร์บอกเพียงแค่นั้นด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูนุ่มนวลก่อนจะเดินไปนั่งที่มุมหนึ่งของโรงละครเพื่อรอให้การซ้อมเริ่มต้นขึ้น

อันที่จริงสิ่งที่วีร์กังวลตลอดตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงเช้าวันนี้กลายเป็นว่าผลออกมาตรงกันข้าม จากที่คิดเอาไว้ว่าโบ๊ทอาจจะมีท่าทีต่อต้านหรือห่างเหินไป แต่มันกลับไม่ใช่แบบนั้น เมื่อคนน้องยังคงทำท่าทีเหมือนปกติ ไม่มีจุดไหนให้เขาเอะใจสักนิดว่าอีกฝ่ายกำลังเปลี่ยนไป แม้ว่าวีร์จะยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนจากปากของโบ๊ท แต่เพียงเท่านี้ก็ยังพอที่จะทำให้เขามีความหวังขึ้นมาอีกนิดว่าอนาคตเขาอาจจะพิชิตใจของอีกฝ่ายได้ในสักวัน

ไม่ได้ตอบ ไม่ได้ต่อต้าน ไม่ได้ห่างเหิน ก็อาจจะพอมีโอกาสที่โบ๊ทจะโอเคกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นก็ได้

ตลอดวันวีร์คอยดูแลเอาอกเอาใจโบ๊ทเป็นอย่างดี แม้ว่าจะรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างติดค้างอยู่ในใจแต่เขาก็พยายามจะมองข้ามไป ในเมื่อโบ๊ททำตัวปกติ เขาเองก็จะทำตัวให้ปกติเหมือนกัน

“เลิกแล้วไปไหนปะ” วีร์เอ่ยถามระหว่างที่พวกเขากำลังแต่งตัวกันอยู่

“ไม่นะ คงกลับเลย”

“กลับด้วยกันปะ” วีร์ลองเอ่ยถามดู

“เธอไปส่งปะล่ะ”

“อือ เดี๋ยวขับรถไปส่ง”

“โอเค”

การสนทนาของทั้งคู่จบลงแค่นั้นก่อนจะแยกย้ายกันไปเตรียมตัวเพื่อขึ้นแสดง ทั้งสองคนไม่ได้พูดคุยกันอีก เหมือนฝันเองก็ดูจะสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างระหว่างทั้งคู่ แม้ว่าทั้งวีร์และโบ๊ทจะพยายามทำตัวเหมือนปกติก็ตาม แต่ก็ไม่อาจที่กลบเกลื่อนรัศมีของความกระอักกระอ่วนเอาไว้ได้ คนช่างสังเกตอย่างเหมือนฝันจึงเอะใจได้ไม่ยาก แต่เขาก็ได้แต่เก็บเอาไว้ในใจไม่ได้ทักเรื่องนี้ออกไปด้วยกลัวว่าจะดูสะเหล่อ

อันที่จริงเขาก็สังเกตเห็นตั้งแต่แรก เพราะวันที่อยู่ด้วยกันที่ร้านหลังจากทั้งสองคนออกมาจากห้องน้ำ ท่าทีทั้งคู่ก็ดูเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันเอะใจมาตั้งแต่ตอนนั้น พอวันนี้ได้มาเห็นกับตาก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่ามันมีอะไรแปลกไปจริงๆ แม้ว่าทั้งสองคนจะพยายามทำตัวปกติ พูดคุยทักทายกันเหมือนทุกวัน แต่มองจากคนนอกก็พอจะเห็นว่าไอ้สิ่งที่โบ๊ทและวีร์ปฏิบัติต่อกันนั้น มันดูไม่ปกติเอาเสียเลย 

 

เหมือนฝัน : สรุปไอ้วีร์กับน้องโบ๊ทมันยังไงกันแน่

เหมยเหมย : ไม่เห็นมันพูดอะไร

เหมือนฝัน : แปลกๆ

เหมยเหมย : มึงลองสืบดูดิ 

เหมยเหมย : ทำงานด้วยกันทั้งวันอะ

เหมือนฝัน : ก็เพราะเห็นว่าแปลกๆ นี่แหละ 

เหมือนฝัน : เลยทักมาหามึงไง

 

            ยังไม่ทันที่จะได้เมาท์มอยกันต่อ เสียงเรียกแสตนบายก็ดังขึ้นเพราะการแสดงใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว ทุกคนวิ่งไปประจำตำแหน่งของตัวเอง จากนั้นไม่นานม่านเวทีก็เปิดออก การแสดงรอบคืนนี้เริ่มต้นขึ้นท่ามกลางผู้ชมที่ซื้อตั๋วเข้ามารอดูกันอย่างใจจดใจจ่อ ทุกอย่างดำเนินไปตามคิวการแสดงอย่างราบรื่น จากฉากแรกจนถึงฉากสุดท้ายแบบไม่มีอะไรติดขัดเลยสักนิด

            หลังลงจากเวที ทั้งโบ๊ทและวีร์ต่างก็พากันเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมจะกลับบ้าน วีร์เดินเข้าไปหาอีกฝ่ายก่อนเอ่ยปากถาม

“จะยังกลับด้วยกันอยู่ไหม?”

“อื้อ” โบ๊ทพยักหน้าพลางอมยิ้มก่อนจะหันไปหยิบกระเป๋าสะพายของตัวเองแล้วเดินตามคนพี่ออกไป

“เหนื่อยไหมวันนี้” วีร์เอ่ยถามแทรกความเงียบที่ชวนอึดอัดภายในรถขณะกำลังขับไปส่งโบ๊ทกลับบ้าน

“ก็นิดหน่อย แต่ก็โอเคดี”

“อ่อ”

“ขอบคุณที่อุตส่าห์ขับมาส่งนะพี่”

“พี่?” วีร์ถึงกับขมวดคิ้วเมื่อได้ยินคำเรียกจากปากอีกฝ่าย

“ทำไมอะ? เรียกพี่ไม่ได้เหรอ” โบ๊ทถามกลับอย่างสงสัย ซึ่งวีร์ก็ไม่แน่ใจว่าไอ้แววตาแบบลูกหมาขี้อ้อนที่ส่งมาให้นั้นเป็นเรื่องจริง หรือเพียงแค่โบ๊ทแสดงมันขึ้นมา

“ก็ไม่ได้อยากเป็นพี่...”

“เอาอีกละ”

“...”

“ก็เราคุยกันไปแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าผมให้พี่ได้แค่เท่านั้น...” โบ๊ทรีบหยุดคำพูดของตัวเองเอาไว้ในทันทีเมื่อรู้ตัวว่าได้เผลอพูดอะไรออกไป

“เดี๋ยวนะ... แสดงว่าเรื่องวันนั้น เธอจำได้เหรอ?” วีร์ถามกลับด้วยความเอะใจ

“นั่นแหละ ยังไงก็ขอบใจมากนะพี่ อุตส่าห์ขับมาส่ง ทั้งๆ ที่ตัวเองก็เหนื่อยอยู่”

“เห้อ” วีร์ลอบถอนหายใจออกมาเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าพยายามเบี่ยงเบนเลี่ยงที่จะไม่ตอบคำถามก่อนหน้านี้

“...” โบ๊ทมองหน้าวีร์กลับอย่างงุนงง ไม่เข้าใจว่าทำไมคนตรงหน้าถึงได้มีท่าทีหนักใจอย่างนั้น

“ช่างมันเถอะ เราเต็มใจทำให้เธออยู่ละ” วีร์ยกยิ้มบางแต่ในใจยังคงมีคำถามที่ไม่ได้รับคำตอบอย่างชัดเจน

หลังจากส่งโบ๊ทเสร็จ คำถามที่ไม่ได้รับคำตอบนั้นยังคงวนเวียนสร้างความไม่เข้าใจให้กับวีร์ เมื่อเขากลับถึงบ้านของตัวเองก็ไม่ลืมที่จะเล่าให้เหมยกับเหมือนฝันฟังในทันที ทำเอาสองเพื่อนสนิทอดสงสัยในความสัมพันธ์ระหว่างวีร์และโบ๊ทไม่ได้

“สรุปมึงสองคนคบกันแล้วเหรอ?” เหมยถาม

“นั่นดิ ดูเหมือนมึงจะชอบน้องโบ๊ทมากเลยนะ” เหมือนฝันไม่อยู่นิ่งเอ่ยถามเสริมขึ้นมา

“ยังงงง ยังไม่ได้คบกันหรอก แต่กูว่ามันก็โอเคกับกูนะ” น้ำเสียงของวีร์ก็ดูไม่ค่อยจะมั่นใจสักเท่าไหร่นักตอนที่เอ่ยตอบ

“เอาดีๆ ไม่ได้เข้าข้างตัวเองแน่นะ” เหมือนฝันถามย้ำทำเอาคนฟังถึงกับยิ้มเจื่อน เพราะเขาเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นคือการที่เขากำลังเข้าข้างตัวเองอยู่หรือเปล่า

แต่อันที่จริงก็ไม่ได้มีเพียงแค่เหมยกับเหมือนฝันหรอกที่จะสังเกตเห็นความผิดปกติระหว่างวีร์กับโบ๊ท เพราะหลังจากนั้นอีกไม่กี่วันเพื่อนนักแสดงในโรงละครก็เริ่มที่จะสงสัยขึ้นมาบ้างเหมือนกัน ด้วยเคมีบางอย่างที่ดูแปลกไป ไม่เหมือนเพื่อนนักแสดงที่ได้เล่นละครเป็นคู่พระนายแต่มันกลับมีอะไรบางอย่างที่แผ่ออกมาว่าระหว่างสองคนนี้มีอะไรซ่อนอยู่ในกอไผ่ แม้ทั้งคู่จะพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้สิ่งเหล่านี้ถูกเปิดเผยออกมา แต่ก็ต้องยอมรับว่าทำได้ไม่ดีนัก อย่างที่เพลงบอกเอาไว้ว่าสายตามันหลอกกันไม่ได้ แม้จะเก็บซ่อนความรู้สึกไว้ลึกเพียงไหน แต่ประกายที่ส่องออกมาทางสายตาก็ไม่อาจหลบซ่อนได้อยู่ดี

ก็อย่างว่าล่ะนะ ดวงตามันเป็นหน้าต่างของหัวใจนี่เนอะ...

“โบ๊ท ขอถามอะไรหน่อยดิ” เพื่อนนักแสดงคนหนึ่งซึ่งเล่นเป็นพรรคพวกกับวายุซึ่งเป็นบทของโบ๊ทเอ่ยถามขึ้นระหว่างที่กำลังนั่งเตรียมตัวขึ้นแสดง

“ว่าไง”

“พี่วีร์เขาดูแลแกดีขนาดนี้ แกกับพี่เขาเป็นแฟนกันอยู่ปะเนี่ย”

“เอ้ย! เปล่าๆ เป็นพี่น้องกันเฉยๆ” โบ๊ทเอ่ยตอบอย่างไม่ได้คิดอะไรมาก

แต่วีร์ที่นั่งอยู่ไม่ไกลพอได้ยินแบบนั้นก็แอบรู้สึกน้อยใจขึ้นมานิดหน่อย แม้ว่าเขาจะพยายามเข้าใจว่าอีกฝ่ายอาจยังไม่พร้อมจะเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงออกมาก็ตาม

“แล้วทำไมกูต้องมานั่งน้อยใจด้วยวะ!”